Friday, January 18, 2013
เด็กไทยงดกินอาหารเช้า เสี่ยงไม่มีสมาธิ
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยผลการสำรวจมีพฤติกรรมไม่กินอาหารเช้าของเด็กวัยเรียนอายุ 6 - 11 ปี พบว่า ไม่กินอาหารเช้า ร้อยละ 30 โดยเฉพาะเด็กนักเรียนหญิงอายุ 12 – 14 ปี ไม่กินอาหารเช้า ถึงร้อยละ 52 แนะผู้ปกครองต้องให้ความสำคัญกับอาหารเช้า เพราะการขาดสารอาหารในช่วงเช้าจะส่งผลเสียต่อการเรียนและสุขภาพ
ดร.นพ.สม ยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยถึงผลการสำรวจพฤติกรรมการกินอาหารเช้าของเด็กวัยเรียน พบว่า เด็กอายุ 6 - 11 ปี ร้อยละ 30 ไม่กินอาหารเช้า และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเมื่อเด็กมีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กนักเรียนหญิง จึงอยากให้ผู้ปกครองให้ความสำคัญกับอาหารเช้าโดยเฉพาะในช่วงเปิดเทอมซึ่ง เป็นช่วงการเดินทางที่เร่งรีบ สำหรับการเตรียมอาหารเช้า แนะวิธีเตรียมซึ่งบางส่วนอาจเตรียมไว้ตั้งแต่ตอนเย็น เมนูอาหารเช้าที่ดีต้องประกอบถูกหลักโภชนาการ มีโปรตีนสูง และเป็นเมนูที่เตรียมง่าย ๆ เป็นอาหารจานเดียว เช่น ข้าวต้มเครื่อง โจ๊ก ข้าวผัด อาหารสำเร็จรูปประเภทซีเรียลผสมนมรสจืด ขนมปังแซนวิส สำหรับข้าวเหนียวหมูปิ้งซึ่งเป็นเมนูอาหารเช้าที่หาซื้อได้ง่าย ก่อนเลือกเป็นเมนูสำหรับลูกต้องเลือกเป็นหมูปิ้งไม้ที่ไม่ติดมัน ไม่ไหม้เกรียมจนเกินไป และควรเพิ่มผัก อาทิ แตงกวาหรือกะหล่ำปลี เพื่อความหลากหลาย การเพิ่มผักในเมนูอาหารเป็นการฝึกให้เด็กกินผัก ด้วยวิธีใช้ผักที่ไม่มีกลิ่นฉุน และรสขม เช่น ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ผักบุ้ง แครอท หรือหั่นผักให้เป็นชิ้นเล็กเพื่อเพิ่มสีสัน ในเมนูอาหาร ที่สำคัญควรเตรียมนมรสจืด 1 กล่อง และผลไม้ประมาณ 1 ผล เช่น ส้ม แอปเปิ้ล ชมพู่ เพื่อให้เด็กได้คุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมและครบถ้วน
ดร.นพ.สม ยศ กล่าวต่อไปว่า ผลกระทบของการขาดสารอาหารในช่วงเช้า โดยเฉพาะในเด็กวัยเรียนจะส่งผลเสียต่อการเรียนและสุขภาพ เพราะการเผาผลาญสารอาหารของร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะช่วงระหว่างอาหารเย็นถึงช่วงเช้า ร่างกายจะทำงานเพื่อเผาผลาญตลอดเวลาแม้ในขณะหลับ และหากร่างกายไม่ได้รับสารอาหารในมื้อเช้า จะทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย หงุดหงิด อารมณ์เสีย อาจถึงขั้นหน้ามืดเป็นลมได้ เนื่องจากสมองได้รับน้ำตาลกลูโคสไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ ซึ่งอาการเหล่านี้หากเกิดในช่วงเวลาเรียน จะทำให้เด็กไม่มีสมาธิเรียนและอาจเป็นโรคกระเพาะถึงขั้นต้องพักการเรียนได้
“ทั้งนี้ หลักโภชนาการที่ถูกต้องควรกินอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ ผู้ปกครองควรหันมาใส่ใจบุตรหลานของตนเองให้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องอาหารเช้า หากไม่มีเวลาเตรียมอาหารเช้าเองก็ควรจะเพิ่มเวลาเพื่อออกไปเลือกเมนูอาหาร เช้าที่เหมาะสมนอกบ้าน เพราะเด็กวัยเรียนเป็นวัยที่ต้องการพลังงาน สารอาหารที่ครบถ้วน และหลากหลายให้เพียงพอต่อร่างกาย ควรหลีกเลี่ยงน้ำอัดลม ขมหวาน ขนมขบเขี้ยว เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนของเด็กไทย พร้อมทั้งควรพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 8-12 ชั่วโมง เพราะการพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยให้สมองปลอดโปร่ง ทำให้สมองสามารถเรียนรู้ จดจำ มีสมาธิ พร้อมเริ่มวันใหม่ ตลอดจนทำกิจกรรมการเรียนรู้กันเพื่อนได้อย่างดี ควบคู่กับสุขภาพแข็งแรงอีกด้วย” อธิบดีกรมอนามัยกล่าวในที่สุด
Credit: กรมอนามัย
Labels:
สุขภาพเด็ก
Subscribe to:
Post Comments (Atom)

That’s what I was looking for. I am talking about all topics bundled in this blog. They all are really very useful for me as well as for my team. We are definitely going to use its highlighted information.อาหาร เด็ก
ReplyDelete